คลังภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สถานที่กระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงศึกษาธิการ

ภาพ:Educationweb.jpg


        กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่ส่งเสริมการศึกษาให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สร้างความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษา ส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมทางการศึกษา ส่งเสริมการศึกษาวิชาชีพ ให้เอกชนมีส่วนร่วมในการศึกษา เน้นให้นิสิตนักศึกษามีโอกาสศึกษาต่อสูงขึ้นทั้งในท้องถิ่นและสถาบันเปิด เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้บริการแก่สังคม พัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถพิเศษให้ได้เรียนและแสดงออกในทางที่เหมาะสม

สารบัญ

[ซ่อนสารบัญ]



[แก้ไข] ประวัติกระทรวงศึกษาธิการ

ภาพ:Edu.gif


        กระทรวงศึกษาธิการแต่เดิมมีชื่อว่า กระทรวงธรรมการ ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน รัตนโกสินทร์ศก 111 ปี มะโร ตรงกับพุทธศักราช 2435 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงธรรมการในระยะแรกมีหน้าที่จัดการพระศาสนา การศึกษา การพยาบาลและพิพิธภัณฑ์ มีกรมในสังกัด 5 กรมคือ กรมธรรมการกลาง กรมศึกษาธิการ กรมพยาบาล กรมพิพิธภัณฑ์ และกรมสังฆการี ชื่อของกระทรวงนี้ ได้มีการเปลี่ยนชื่อกลับไปกลับมาหลายครั้ง ดังนี้
  • ช่วงปีพุทธศักราช 2435 - 2461 เปลี่ยนเป็น กระทรวงธรรมการ
  • ช่วงปีพุทธศักราช 2462 - 2468 เปลี่ยนเป็น กระทรวงศึกษาธิการ
  • ช่วงปีพุทธศักราช 2469 - 2483 เปลี่ยนเป็น กระทรวงธรรมการ
  • ช่วงปีพุทธศักราช 2484 - ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็น กระทรวงศึกษาธิการ
        กระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบันนี้ มีหน้าที่หลักในด้านการศึกษาการศาสนา และวัฒนธรรม มีหน่วยงานระดับสำนักงานในสังกัด 5 หน่วยงาน และมีหน่วยงานที่เป็นองค์การมหาชน/หน่วยงานในกำกับ ที่ทำการกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบันนี้ได้มีการย้ายมาหลายแห่งด้วยกัน ดังนี้
  • ในสมัยแรกนั้น (พ.ศ. 2435) ที่ทำการกระทรวงธรรมการตั้งอยู่ที่ตึกริมประตูพิมานไชยศรี ด้านตะวันออก (ปัจจุบันเป็นสำนักงานพระคลังข้างที่)
  • พ.ศ. 2441 ได้ย้ายมาอยู่ที่ตึกสุนันทาลัย ปากคลองตลาดซึ่งก็คือ โรงเรียนราชินีในปัจจุบัน
  • พ. ศ. 2448 ได้ย้ายไปอยู่ที่ตึกสร้างใหม่ที่พระราชวังบวรฯ (ที่ตั้งโรงละครแห่งชาติ ในปัจจุบัน)
  • พ. ศ. 2452 ได้ย้ายไปอยู่ที่ บ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ ริมปากคลองโอ่งอ่าง (ปัจจุบันเป็นที่ทำการกรมการข้าว)
  • พ. ศ. 2483 ได้ย้ายมาอยู่ที่วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก จนถึง ปัจจุบันนี้

[แก้ไข] ตำนานกระทรวงศึกษาธิการ

ภาพ:Legend_edu.gif


        พระราชทานวังจันท์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ระหว่างวันที่ ๗ เมษายน ๒๔๔๐ นั้น ได้ทรงเห็นการพัฒนาบ้านเมืองและการคมนาคม จึงมีพระราชดำริ ที่จะพัฒนาบ้านเมืองและการคมนาคม จึงมีพระราชดำริที่จะพัฒนา เมืองไทยให้ทันสมัยเทียมเท่าต่างประเทศ หลังจากเสด็จกลับจาก ยุโรปแล้ว ได้เสด็จไปประทับแรมที่ตำบลสามเสน เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2441 ต่อจากนั้นได้โปรดให้ใช้เงินพระคลังข้างที่อันเป็นส่วนของ พระมหากษัตริย์หาซื้อทิ่ดินที่สวนต่อที่นาในระหว่างคลองผดุง กรุงเกษมจนถึงคลองสามเสน โปรดให้สร้างพลับพลาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 พระราชทานนามว่า "สวนดุสิต" แล้วสร้างถนน พระราชทานนามว่า "ถนนราชดำเนิน" ตามแบบอย่างถนนเมล์ใน กรุงลอนดอนและถนนชองปัส-เอลิเซส์ ในกรุงปารีส มีสะพาน หินอ่อนงดงาม คือ สะพานผ่านพิภพลีลา สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และสะพานมัฆวานรังสรรค์ มีการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยใช้วัสดุและช่างจากอิตาลี และมีการสร้างอนุสาวรีย์ พระบรมรูปทรงม้าด้วย เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงพระราชสมภพ ครั้นมีพระชนมายุ 10 พรรษา ได้เสด็จเข้า ศึกษาใน โรงเรียนราชกุมาร ในพระบรมมหาราชวัง และต่อมาได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ทรงได้รับสถาปนาเป็นสยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2437 และเสด็จกลับสู่ประเทศไทยผ่าน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2445 รวมระยะเวลาที่ประทับในประเทศอังกฤษ 7 ปี 8 เดือน พ.ศ. 2447 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เงินพระคลัง ข้างที่ซื้อที่ดินเพื่อสร้างพระราชวังสนามจันทร์ที่นครปฐม เริ่มก่อสร้างพระราชวังในปี พ.ศ.2450 สร้างเสร็จ พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระ ราชทานที่ดินเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ด้านทิศตะวันตก ให้แก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เพื่อสร้างเป็นวังที่ประทับสำหรับพระเกียรติยศ เรียกชื่อ ว่า"วังจันท์" โดยได้พระราชทานเงินค่าก่อสร้างหมื่นชั่งด้วย
        กระทรวงธรรมการย้ายมาอยู่วังจันท์ กระทรวงธรรมการ ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาสถาปนาขึ้นเมื่อ วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๓๕ มีที่ทำการเริ่มแรกอยู่ริมประตูพิมานไชยศรี ในพระบรมมหาราชวัง มีเสนาบดีคน แรกคือ พระยาภาสกรวงษ์ (พร บุนนาค) ในปี พ.ศ. 2441 ได้ย้ายไปที่ตึกสุนันทาลัยปากคลองตลาดปี ๒๔๔๘ -๒๔๕๒ ใช้ที่บริเวณ พระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเป็นโรงละคอนแห่งชาติ ต่อมา พ.ศ.2452 ใช้บ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ ปากคลองโอ่งอ่าง ซึ่งต่อมาใช้เป็ฯที่ทำการของ กรมประมง และเช่าที่ตึกของบริษัทเอส สมิตแอนด์ซัน ซึ่งต่อมาเป็นบริษัท ไฟฟ้าวัดเลียบและการไฟฟ้านครหลวง และในต้นปี 2482 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้เข้ามาใช้ สถานที่วังจันทรเกษม ปรากฎหลักฐานตามรายงานการ ประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 77/2482 สมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และนาวาเอก หลวงสินธุ์สงครามชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวง "ธรรมการ" ว่า "............... กระทรวงธรรมการรายงานว่า ที่ว่าการกระทรวงธรรมการ มีสถานที่คับแคบมากไม่พอกับกิจการที่กำลังขยายตัวอยู่ในเวลานี้................ ได้ พิจารณาว่าวังจันทรเกษม ซึ่งใช้เป็นโรงเรียนการเรือน อยู่นี้มีอาณาเขตกว้างขวาง เหมาะสมที่จะดัดแปลงเป็นที่ว่าการกระทรวงธรรมการได้............... ที่ประชุม ตกลงอนุมัติให้ดำเนินการ......................เป็นเงิน 43,000 บาท ส่วนที่ว่าการ กระทรวงธรรมการเดิมนั้น ให้ขึ้นทะเบียนเป็นราชพัสดุ ต่อไป"17 หลวงสินธุ์สงครามชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ ได้มอบหมายให้ หลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) นายช่าง กรมการศาสนา ออกแบบ ดัดแปลงวังจันทรเกษม ให้เป็นที่ทำการของกระทรวงธรรมการ เข้าใจว่าจะได้มีการสร้างตราเสมาธรรมจักรขนาดใหญ่ ทำด้วยปูนปั้นมี ลวดลายเถาด้านข้างสวยงามมาก เพื่อบังตราราชวัลลภของทหารมหาดเล็กรักษา พระองค์ในตอนนี้ เพราะต้องดัดแปลงอาคารของทหารเป็นอาคารสำนักงาน ของกระทรวงธรรมการ เนื่องจากหลวงวิศาลศิลปกรรม เป็นนายช่างไทยชั้นยอดเยี่ยม เคยเป็น ครูโรงเรียนเพาะช่างและอาจารย์ใหญ่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย คงจะ ไม่อยากรื้อทำลายตราราชวัลลภของทหารมหาดเล็ก ดังนั้น จึงสร้างหน้าบัน อีกชั้นหนึ่งมีตราเสมาธรรมจักร ซึ่งเป็นตราที่ได้รับพระราชทาน ครอบหน้า บันตราราชวัลลภของเดิม คล้ายวิธีบูรณะเจดีย์เก่าของไทยที่สร้างเจดีย์ใหม่ครอบ เจดีย์เดิม ปรากฎหลักฐานว่า ณ สถานที่ดังกล่าวมีหน้าต่างสองชั้นซ้อนกัน อยู่ทั้ง ชั้นล่างและชั้นบน มีปูนปั้นตราธรรมจักรกลมพร้อมลายเถาที่หน้ามุขอาคาร ทั้งสองข้างด้วย กระทรวงธรรมการได้ย้ายเข้ามาใช้สถานที่วังจันทรเกษม เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2483

[แก้ไข] เรื่องเล่าขานกระทรวงศึกษาธิการ


[แก้ไข] โรงพยาบาล

ภาพ:Hospital_edu9.jpg


        มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า บริเวณวังจันทรเกษมนี้เคยใช้เป็นที่ตั้ง โรงพยาบาล มีผีเด็ก ชื่อเจ้าจุกวิ่งอยู่บนตึกใหญ่ เป็นประจำเวลาค่ำคืน ทำให้ข้าราชการที่นอนเวรไม่กล้านอนที่ตึกใหญ่ จึงต้องไปนอนเวรที่ ป้อมยามหน้าประตู และมีประตูผี ที่มุมกรมอาชีวศึกษา ด้านสะพาน มัฆวานรังสรรค์ แต่ไม่สามารถหาเอกสารหลักฐานเรื่องโรงพยาบาล ยืนยันได้แน่ชัด นอกจากในหนังสือพระราชวังและวังในกรุงเทพฯ โดย ม.ร.ว.แน่งน้อย เกษมศรี เขียนไว้ว่า "เมื่อวังจันทรเกษมสร้างเสร็จแต่มิได้สร้างเพื่อเป็นที่ประทับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระตำหนักใหญ่ เป็นที่ตั้งสถานพยาบาลสำหรับ ข้าราชการบริพารแทน ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นโรงเรียนการเรือน"๑๑ จากการค้นหลักฐานที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติและกองประวัติศาสตร์ กองทัพบก เกี่ยวกับ วังจันทรเกษม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงเรียนนายร้อย จปร. ตลอดจนตำนานกรมทหารมหาดเล็ก รักษาพระองค์ ไม่พบว่าที่ใดมีข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลในวังจันทรเกษมเลย ทราบแต่เพียงว่า ในกรมทหาร ต่าง ๆ นั้นจะมีห้องพยาบาลเสนารักษ์ประจำหน่วยสำหรับรักษาพยาบาลทหารที่เจ็บป่วยเล็กน้อย สำหรับชื่อของวังจันทรเกษมนี้ ปรากฏหลักฐานในพระราชหัตถเลขา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และหนังสือกรมพระคลังข้างที่ พ.ศ.๒๔๕๓ ใช้ชื่อ "วังจันท์" แต่แผนที่กรมแผนที่ทหารบก พ.ศ. 2448 เรียก "วังจันทร์" โดยไม่มีคำว่า "เกษม" ต่อท้าย เมื่อตรวจสอบกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 คำว่า "จันท์" หรือจันทร-จันทร์" แปลว่า ดวงเดือน ในเอกสารสมัยรัชกาลที่ ๕ บางฉบับมีการกล่าวถึงถนนดวงดาว อยู่ข้างวังกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ใกล้คลองผดุงกรุงเกษมด้วย "จัน" เป็นชื่อต้นไม้ขนาดกลางถึงใหญ่ ผลสุกสีเหลืองหอม Diospyros decandra Lour, EBE-NACEAE "จันทน์" เป็นชื่อพรรณไม้บางชนิด ที่มีเนื้อไม้ดอก หรือผลหอม ใช้ทำยาและปรุงเครื่องหอม เช่น จันทน์กะพ้อ Vetica diospyroides Syming DIPTEROCARPACEAE จันทน์เทศ Myristica fragrans Houtt MYRISTICACEAE จันทน์แดง หรือจันทน์ผา Dracaena loureiri Gognep AGAVACEAE

[แก้ไข] ต้นไม้เก่า

ภาพ:Tree_edu.jpg


        เกี่ยวกับต้นไม้เก่าในวังจันทรเกษม ซึ่งในแผนที่เก่าสมัยรัชกาลที่ 6 เขียนไว้นับได้ 300 กว่าต้นจากการตรวจสอบในปี ๒๕๓๔ พบต้นไม้เก่า คล้ายต้นจามจุรีหน้ากรมการศาสนาหนึ่งต้น เข้าใจว่าจะเป็นต้นเก่าแก่ที่สุด และบริเวณหน้ากระทรวงอีกหนึ่งต้น เข้าใจว่าเป็นต้นลูก ของต้นหน้ากรม การศาสนา มีต้นลั่นทมเก่าบริเวณคุรุสภาติดถนนราชสีมาหลายต้น มีต้น มะฮ๊อกกานีขนาดใหญ่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน 2 ต้น บริเวณสนามคุรุสภา มีต้นสารภีขนาดใหญ่จำนวนมาก ส่วนบริเวณริม คลองผดุงกรุงเกษม ไม่เหลือต้นยางลับเบอร์ตามที่ปรากฎในแผนที่สมัย รัชการที่ ๖ อยู่เลย มีแต่ต้นหางนกยูงสีแสดตลอดแนว เคยมีต้นไทรใหญ่ มากตรงข้ามกรมการศาสนาใกล้ปั๊มน้ำมันภายหลังโค่นไป ตอนที่ปลัด กระทรวงสมาน แสงมลิ ป่วยหนัก ใต้ต้นไทรนั้นมีศาลเจ้าจุกตั้งอยู่มีต้นประดู่ใหญ่มากตรงศูนย์สารนิเทศ และมีต้นแต้วหน้ากรมวิชาการ ซึ่งขณะที่นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ เป็นรัฐมนตรี เคยให้คนไปเก็บมา จิ้มน้ำพริก

[แก้ไข] วิญญาณ-อาถรรพณ์

        เคยมีการขุดพบหัวกระโหลกคน ระหว่างการก่อสร้างตึกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนและ เคยพบไปบรรจุกระดูกหนึ่งไห ขณะสร้างตึกสิบชั้นของ กศน. พ.ศ. 2522เจ้าหน้าที่นำกระดูกไปทำบุญที่วัด ประตูเล็กของวัง ซึ่งบางคนบอกว่าเป็นประตูผีให้นำศพผู้เสียชีวิตในวังออกข้างนอกนั้น มีห้องของ ผู้อำนวยการกองคลัง กรมอาชีวศึกษาตั้งอยู่ เจ้าของห้องได้ทำการแก้อาถรรพณ์ ด้วยการนำกระจกบานใหญ่ มาตั้งไว้เคยมีการนั่งทางในถามชื่อวิญญาณที่อยู่บริเวณนั้น ทราบว่าชื่อ "ปู่เจียม" มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ให้ในวันสถาปนากรมอาชีวศึกษาทุกปี โดยไม่ให้ลืมเครื่องเซ่นสำหรับพวก "ตีนโรงตีนศาล" ได้เคยมีการเข้าทรงที่หน้าตึกใหญ่ สมัยนายบรรจง ชูสกุลชาติ เป็นปลีดกระทรวง ได้ความว่าการทำบุญ อุทิศส่วนกุศลในวังจันทรเกษมนั้น ควรระบุอุทิศให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นเจ้าของที่ และอุทิศให้วิญญาญทั้งหลาย ที่สิงสถิตย์ อยู่ในวัง ไม่ควรทำเกาะกลางน้ำหน้ากรมวิชาการ เป็นรูปครุฑ เพราะครุฑเป็นของสูง และควรบูชาพระพุทธรูป ภปร. ที่มีครุฑอยู่ที่ฐานองค์พระ มีการแนะนำว่าอย่าไปทำพิธีไล่ผีในวังจันทรเกษม แต่ต้องขอความเมตตาขออาศัยอยู่ด้วยเพราะ ท่านอยู่มาก่อน แต่นานมาแล้ว มีห้องห้องหนึ่งที่ร่ำลือกันว่ามีอาถรรพณ์ บนตึกกระทรวงศึกษาธิการ คือ ห้องชั้นสองด้านขวา เมื่อหัน หน้าออกถนน ห้องนี้เคยใช้เป็นห้องรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมัยนายปัญจะเกสรทอง ซึ่งมา นั่งได้ ๓ วัน ก็ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส ห้องนี้ เล่ากันว่ามีผีดุ และร่ำลือว่า เคยเป็นห้องดับจิตสมัยก่อนที่เคยใช้เป็นโรงพยาบาล รองปลัด กระทรวงสองคนที่เคยมานั่งห้องนี้ เสียชีวิตหลังจากรับตำแหน่งไม่นาน คือ นายช่วย แสงสุชาติ และ นายประยุทธ สวัสดิสิงห์ ดร.ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ เล่าว่า เมื่อนางยุพา อุดมศักดิ์ มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ไม่กล้านั่งห้องนี้ เพราะกลัว

[แก้ไข] หุ่นผู้หญิง

        ที่ตึกกระทรวง ห้องมุขหลังชั้นสองนั้น เดิมเป็นห้อง ประชุมรัฐมนตรี มีรูปรัฐมนตรีสมัยเก่า ๆ ติดอยู่ ตามผนังห้อง มีหุ่นผู้หญิงเท่าคนจริงแต่งกายชุดสมัยต่าง ๆ ใส่ตู้กระจกหลายตัว มีเงินงบประมาณตั้งไว้ สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หุ่นทุก ๆ 3-4 ปี หุ่นนี้ตอนกลางคืนดูน่ากลัวสำหรับผู้ทำงานอยู่ตอนเย็นหรือ ค่ำ ๆ เพราะเหมือนมีคนโบราณมายืนอยู่เต็มไปหมด รัฐมนตรีว่าการท่านหนึ่งไม่ชอบหุ่นนี้ จึงให้ส่งไป เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์

[แก้ไข] ตราประจำกระทรวงศึกษาธิการ

        ตราราชวัลลภ ปรากฏหลักฐานที่หน้าบันชั้นในของอาคารหลังกลางกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีหน้าบันสองชั้น ชั้นนอกเป็นปูนปั้นตราเสมาธรรมจักร ประดับลวดลายเถาชั้นในเป็นปูนปั้นตราราชวัลลภ เป็นรูปพระเกี้ยว บนพานแว่นฟ้า ด้านซ้ายเป็นรูปราชสีห์ถือรวงข้าวและเคียว ด้านขวาเป็นรูปคชสีห์ถือดาบและโล่ ด้านล่าง มีตราช้างสามเศียรมีอักษรใหญ่ว่า "ราชวัลลภ" และมีอักษรเล็ก ๆ เขียนว่า นายจอน กนคำ ผู้ปั้น ในวันที่ 1 เมษายน ของทุก ๆ ปี พวกช่างประจำแผนกพัสดุ กระทรวงศึกษาธิการจะใช้บันไดปีนขึ้นไปไหว้ คล้องพวงมาลัย ที่ตราราชวัลลภนี้เป็นประจำ จากการศึกษาข้อมูล ปรากฏว่าตราราชวัลลภดังกล่าว เป็นตราพระราชทานสำหรับกรมทหาร มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2404 เรียกชื่อว่ามหาดเล็กไล่กา พ.ศ. 2411 เรียกว่า ทหารสองโหลต่อมา พ.ศ. 2413 ตั้งเป็นกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ตั้งเป็นกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ โดยได้รับพระราชทานตราในปีนี้ ในปี พ.ศ. 2454 ได้สร้างโรงทหารถาวรของกรมทหารมหาดเล็ก เป็นตึกใหญ่ ๒ ชั้น ในบริเวณสวนดุสิต ริมถนนเบญจมาศ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นถนนราชดำเนินนอก) ด้านตะวันออกใกล้เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ในการขึ้นโรง ทหารใหม่นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานด้วย ความหมายของตราราชวัลลภ มีเขียนติดไว้ที่กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ถนนราชวิถี ว่าพระเกี้ยวมีรัศมี ประดิษฐานอยู่บนพานแว่นฟ้า ประกอบด้วยฉัตรคู่ 7 ชั้น หมายถึง พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรงกลางเป็นรูปอาร์ม มีช้างสามเศียร หมายถึงราชอาณาจักรไทย ด้านขวา เป็นคชสีห์ถือเคียวและรวงข้าว หมายถึง มหาดไทย คชสีห์และราชสีห์ ซึ่งหมายถึงกลาโหมและมหาดไทย คือข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนมี หน้าที่ป้องกันและปกครองแว่นแคว้นประเทศไทย อันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ภายใต้โบว์มีแถบ อักษร "ราชวัลลภ" ที่แปลว่า "ที่รักสนิทคุ้นเคยของพระราชา" บันทึกหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล, ประวัติวังจันทรเกษม ที่ข้าพเจ้าจำได้, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่แต่งกายเต็มยศ เสื้อสีแดง หมวกขาว พู่ดำ จะมีเครื่องหมายตราราชวัลลภ นี้ติดประจำตัวทุกคน

[แก้ไข] ตราเสมาธรรมจักร

ภาพ:Sama.gif


        เรื่องตราเสมาธรรมจักร นั้น ปรากฎตามประกาศตราตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงธรรมการ พ.ศ.2456 ว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้น เป็นรูปวงกลม มีลายเสมาตั้งบนฐาน มีรูปพระธรรมจักร คือล้อรถอยู่กลางใบเสมา มีอักษรขอม ทุ.ส.นิ.ม หัวใจพระอริยสัจจ์อยู่ที่ขอบ เบื้องบนเสมา จากการค้นหลักฐานเก่า พบตราประทับขาด ชำรุด แกะด้วยงาช้างที่ กล่องมุกในกำปั่นเก่าของแผนกพัสดุ กระทรวงศึกษาธิการ มีตราตำแหน่งปลัดทูลฉลองเป็นรูปเสมาธรรมจักร มีอักษรขอม ทุ.ส.นิ.ม ด้านบน ตรงตามที่ได้รับพระราชทาน แต่เมื่อได้ตรวจสอบในปี ๒๕๓๔ โดยขอดูตรา ประทับชาดประจำกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งแกะจากงาช้างใส่ถุงกำมะหยี่ ที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยของสำนัก งานเลขานุการรัฐมนตรี สำหรับใช้ประทับเอกสารสำคัญของกระทรวง เช่น การตั้งวัด นั้น ปรากฎอักษร ทุ.ส.นิ.ม เป็นอักษรไทยมิใช่อักษรขอมที่ด้านบนเสมาธรรมจักร เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในโอกาสต่อมา คุณหญิงจวบ จิรโรจน์ เล่าว่า ขณะที่ท่านเป็นหัวหน้าสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีครั้งแรกได้สั่งให้พัสดุ จัดจ้างทำตราประจำกระทรวงขึ้นใหม่เพราะตราของเก่าหาไม่พบ พ.ศ. 2484 ได้มีการเปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ กลับไปเหมือนที่เคย เปลี่ยนมาแล้ว วันที่ 8 ธันวาคม ปีนี้ กองทัพญี่ปุ่นได้ขอเดินทางผ่านประเทศไทย และขอใช้สนามกีฬาแห่ง ชาติชั่วคราว ทำให้ข้าราชการกรมพลศึกษาต้องย้ายมาทำงานอยู่ที่ตึกเก่าชั้นเดียวหลังวังจันท์ ด้านถนนราชสีมา

[แก้ไข] ตราเสมาบนหน้าจั่ว

ภาพ:Sama2.gif


        ตราเสมาธรรมจักร ที่มีตราราชวัลลภซ้อนหลังอยู่นั้น เมื่อสมัยเตรียมงานฉลองร้อยปีกระทรวงศึกษาธิการ ได้เคย มีการคิดจะย้ายตราเสมาธรรมจักรไปไว้ที่ซุ้มหน้าประตู เพื่อเปิดตราราชวัลลภ ซึ่งเป็นของโบราณให้เห็นจากภายนอก แต่จากการปีนฝ้าเพดาน ขึ้นไปสำรวจโดยละเอียดพบว่า ตราเสมาธรรมจักรนั้น สร้างบนพนังก่ออิฐฉาบปูน หากจะเคลื่อนย้ายไปไว้ที่อื่น จะทำให้ตราเสมาธรรมจักร อายุกว่า 50 ปี แตกหักเสียหาย เพราะ มิใช้เป็นแท่งคอนกรีตหล่อ การสร้างตราเสมาธรรมจักรที่หน้าจั่วอาคารนั้น เป็นการสร้างอย่างตั้งใจทำสมัยย้าย กระทรวงธรรมการมาตั้งที่วังจันทรเกษม เพราะต้องดัดแปลงอาคารเดิมที่มีตราราชวัลลภ ของกรมทหาร มหาดเล็กรักษาพระองค์มาเป็นอาคารสำนักงานของกระทรวงธรรมการ โดยไม่อยากทำลายตราราชวัลลภ ของเดิม จึงต้องสร้างหน้าบันซ้อนอีกชั้นหนึ่ง หมดเงินไปหลายหมื่นบาท ดังนั้นที่ประชุมอธิบดี ในเดือนพฤศจิกายน 2535 จึงได้มีมติให้คงตราเสมาธรรมจักรไว้ที่หน้าจั่วกระทรวงตามเดิม

[แก้ไข] พระพุทธรูป

ภาพ:พระพุทธรูปกระทรวงฯ.gif


        ได้มีการสร้างพระพุทธรูปประจำกระทรวง ใน พ.ศ.2531 ชื่อว่า พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์สยาม-มิศรจักรีสัฏฐ์อนุสรณ์ศึกษากรรังสรรค์ สมัยนายบรรจง ชูสกุลชาติ เป็นปลัดกระทรวง โดยทำพิธีที่วัด สุทัศน์เทพวราราม มีเหรียญพระเครื่องทองแดง มีตรา ภปร.ด้านหลัง ให้ผู้ต้องการเช่าองค์ละ 20 บาท พระเครื่องรุ่นนี้มีชื่อเสียงอภินิหาร ด้านป้องกันแคล้วคลาด เพราะมีผู้แขวนพระนี้ประสบอุบัติเหตุรถชนกัน แต่ไม่บาดเจ็บเลยข่าวว่ามีผู้ประสบแก็สระเบิดที่ถนนเพชรบุรี แขวน พระองค์นี้ไม่ได้รับอันตรายเลย จึงมีคนมาขอเช่าองค์ พระพุทธรูป องค์นี้เคยตั้งอยู่บนชั้นสองหน้าห้องรัฐมนตรีช่วยว่าการ อยู่หลายปี จนกระทั่งสร้างหอพระในปี 2535จึงอัญเชิญลงมา


สถานที่หอพัก : พักที่โรงแรมโกล์เฮ้าล์ เพราะมีค่าที่พักคืนละ 550 บาท และใกล้เคียงที่สุด


การสะดวกในการเดินทาง:เช่น รถเมล์ ,รถไฟฟ้า  หรือรถส่วนตัวก็ได้ถ้าชอบความสะดวกสบาย